วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Kawasaki Ninja 300 2014-2015

ใหม่ Kawasaki Ninja 300 2014-2015 ราคาคาวาซากิ นินจา 300 ตารางราคา-ผ่อน-ดาวน์

โดดเด่นเหนือใครด้วยดีไซน์ที่รับการสืบทอดจาก Ninja ZX-6R, ZX-10R และ ZX-14R ผสมผสานอย่างลงตัว จนได้ Ninja 300 ที่สปอร์ตเกินพิกัด
KAWASAKI NINJA 300 ราคา
ราคา Kawasaki Ninja 300 คาวาซากิ นินจา 300  182,500.

Ninja Styling

Ninja 300 โดดเด่นเหนือใครด้วยดีไซน์ที่ได้รับการสืบทอดจาก Ninja ZX-6R, ZX-10R และ ZX-14R ผสมผสานกันอย่างลงตัว จนได้ Ninja 300 ทีสปอร์ตเกินพิกัด

มาตรวัดดิจิตอล

สมบูรณ์แบบด้วยมาตรวัดขนาดใหญ่ เรือนวัดรอบแบบอนาล็อค แผงควบคุมใหม่บนจอ LCD แบบมัลติฟังก์ชั่นที่ครบถ้วนด้วยข้อมูลการขับขี่ต่างๆ อันประกอบด้วยเกจ์วัดน้ำมัน มาตรวัดระยะทางคู่ นาฬิกา สัญญาณแจ้งการขับขี่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมไฟจอสีขาวจาก LED เพิ่มความเด่นชัดในการมองเห็นยามค่ำคืน

Passing Switch

ปุ่มไฟขอทางที่ออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งานในทุกๆสถานการณ์ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และผู้อื่นบนท้องถนน ทำให้ Ninja 300 มีความปลอดภัยกว่าใคร

ท่อเก็บเสียงทรงสั้น

Ninja 300 ใช้ท่อไอเสียทรงสันเช่นเดียวกับรถ Ninja ZX-10R และ Ninja ZX-6R ด้วยขยายพื้นที่หน้าตัดให้เพียงพอและมีขนาดเหมาะสม ไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าโค้ง การ์ดท่อเก็บเสียงขนาดใหญ่ทำจากสแตลเลสสตีล ออกแบบรับกับดีไซน์และป้องกันความร้อนจากท่อเก็บเสียง

ล้อแม็ก 10 ก้าน

ล้อแม็ก 10 ก้าน ดีไซนืใหม่ตามแบบฉบับสายพันธ์สปอร์ต Ninja ZX-14R ถ่ายทอดความรู้สึกสปอร์ตได้อย่างลงตัว พร้อมระบบเบรค ABS ที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พักเท้าสไตล์สปอร์ต

ให้ความรู้สึกปลอดภัยเต็มตัวไม่ต่างจากตระกูล Ninja รุ่นใหญ่ด้วยพักเท้าอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม ได้อารมณ์สปอร์ตมากกว่า และยังช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เครื่องยนต์ 2 สูบ เรียงจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด

หัวใจของ Ninja 300 คือเครือยนต์ใหม่ขนาด 296 cc. 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ตอบสนองด้วยแรงบิดที่ต่อเนื่องตั่งแต่ช่วงต้นถึงกลาง เสริมด้วยอัตรเร่งที่จัดจ้านในรอบสูง ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ช่วยสตาร์ทง่ายและเหมาะสมทุกสภาพการขับขี่

ประสิทธภาพที่เหนือชั้น

สมรรถนะเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นทำให้ Ninja 300 โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ด้วยพละกำลังและแรงบิดในทุกรอบเครื่อง จุดได้เปรียบของความเร็วสูงสุดที่เด่นชัด และอัตราเร่งที่เหนือขั้น Ninja 300 จึงทะยานขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มตัวจริง

เสื้อสูบอลูมิเนียมแบบไร้ปลอกสูบ

เสื้อสูบออกแบบใหม่ใช้เทคโนโลยีการเคลือบผิวหนังกระบอกสูบ เช่นเดียวกับที่ใช้ในรถซุปเปอร์สปอร์ตนินจาหลายรุ่น มีน้ำหนักเบา และถ่ายเทความร้อนได้อย่างยอดเยี่ยม

ลิ้นผีเสื้อแบบคู่

การควบคุมการดูดอากาศเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กำลังของเครื่องยนต์เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ลิ้นผีเสื้อชุดที่สองที่ได้รับคำสั่งจาก ECU ควบคุมอากาศที่ดูดเข้าเครื่องยนต์ เพื่อตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างที่ใจต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และเพิ่มพลังของเครื่องยนต์

โครงตัวถังที่ได้รับการพัฒนาจากสนามแข่ง

เฟรมแบบไดมอนด์ดีไซน์ใหม่ด้วยความแข็งแกร่งที่สมบูรณ์แบบ ให้การทรงตัวของรถอย่างดีเยี่ยม อันจำเป็นต่อการขับขี่รถสปอร์ตที่มีสมรรถนะสูง ยางรองเครื่องส่วนหน้า ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ มอบความรู้สึกในการขับขี่ที่เหนือขั้นให้กับคุณ

New ABS Control Unit

ขีดสุดของเทคโนโลยีสายพันธ์สปอร์ตแบบเดียวกับที่ใช้ใน Ninja ZX-636 ด้วยชุดควบคุมการทำงานของระบบ ABS ที่มีน้ำหนักเบา และมีขนาด และมีขนาดเล็กที่สุดในโลก ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ Ninja 300 มีระบบเบรคที่มีประสิทธภาพสูงสุดเหนือใคร

การระบายความร้อน

นวัตกรรมใหม่ของฝาครอบพัดลมหม้อน้ำจะนำความร้อนลงสู่ด้านล่าง ไม่ส่งความร้อน ไปยังผู้ขับขี่ขณะรถจอดติดยนท้องถนน และแฟริงที่มีการออกแบบครีบและช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ ช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดียิ่งขึ้น ลดความร้อนขณะเกร็ง

New Assist & Slipper Clutch

ระบบคลัชใหม่นี้ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ซึ่งทำหน้าที่ลดแรงกระชากของเครื่อง ซึ่งขณะที่ขับขี่ที่รอบสูง แล้วลดเกียร์ต่ำลง ป้องกันล้อหลังล็อค เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ที่มั่นคงมากขึ้น

SPECIFICATION

เครื่องยนต์4 จังหวะ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ปริมาตรกระบอกสูบ296 ซีซี
ระบบวาล์วDOHC, 8 วาล์ว
ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก62.0 x 49 มม.
อัตราส่วนการอัด10.6:1
ระบบเกียร์6 เกียร์ แบบรีเทิร์น
ระบบจุดระเบิดดิจิตอล
ระบบจ่ายเชื้อเพลิงหัวฉีด 32 มม.x2 พร้อมกับลิ้นผีเสื้อคู่
ระบบสตาร์ทสตาร์ทไฟฟ้า
ระบบคลัชไม่มี
ขนาดยางหน้า110/70-17 M/C (54S)
ขนาดยางหลัง140/70-17 M/C (66S)
โช้คอัพหน้าโช้คอัพเทเลสโคปิค ขนาด 37 มม.
โช้คอัพหลังโช้คแก๊สเดี่ยว พร้อมแขนยึดยูนิแทรค ปรับได้ 5 ระดับ
เบรคหน้าจานดิสก์เบรคเดี่ยว ขนาด 263 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบคู่
พร้อมระบบ ABS
เบรคหลังจายดิสก์เบรกเดี่ยว ขนาด 193 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบคู่
พร้อมระบบ ABS
ยาวxกว้างxสูง2,015 มม. x 715 มม. x 1,110 มม.
ระยะฐานล้อ1,405 มม.
ความสูงใต้ท้องรถn/a
ความสูงเบาะ785 มม.
น้ำหนักรถ174 กก.
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง17 ลิตร

COLORS สี KAWASAKI NINJA 300

คาวาซากิ นินจา 300 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ 1.สีเขียว 2.สีส้ม 3.สีขาว
Kawasaki Ninja 300 สีเขียว
Kawasaki Ninja 300 สีส้ม
Kawasaki Ninja 300 สีขาว
Credit : http://www.9carthai.com/new-kawasaki-ninja-300-price/

รีวิว new Honda CBR500R 2016

รีวิว new Honda CBR500R 2016 (Specs Detail)

2016-honda-cbr500r-unveiled-looks-sharp-and-agile-photo-gallery_6
หลังจากที่ทำการเปิดตัวกันไปอย่างเป็นทางการกับเจ้า new Honda CBR500R 2016 กันไปแล้ว หลายๆ คนก็น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงกันในเบื้องต้น เมื่อเทียบกับโมเดลเก่าที่ผ่านมา วันนี้ทางเราเลยอยากจะนำสเปคโดยละเอียดมาฝากกัน ลองไปดูกันที่ด้านล่างนี้เลยครับ
เริ่มจากที่ด้านขุมกำลังกันก่อนเลย ตัวเครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมขนาด 471cc สองสูบเรียง (inline twin) โดยเน้นจุดเด่นที่อัตราเร่ง (ทอร์ค) ที่แข็งแรงในความเร็วช่วงต้นและช่วงกลาง มีขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชักอยู่ที่ 67.0mm x 66.8mm จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีดแบบ PGM-FI อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทางของค่ายฮอนด้า การจุดระเบิดควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีกำลังอัดอยู่ที่อัตรา 10.7:1 DOHC 4 วาล์วต่อกระบอกสูบ ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ของโอริง
หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ FULLY DIGITAL และช่องเสียบกุญแจเป็นแบบนิรภัย
ต่อมาในเรื่องของการดีไซน์นั้น ไฟหน้าจะเป็นแบบ LED dual headlight หน้าตาของตัวรถด้านหน้าจะมีความดุดันมากขึ้นกว่าเดิม มีวินด์ชิลด์ที่กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงเส้นสายที่ใช้ในการดีไซน์ของตัวรถนั้นก็จะดูค่อนข้างคมมากกว่าเดิมด้วย โดยจะเน้นในส่วนของการทำแอร์โรว์ไดนามิกเป็นพิเศษ ส่วนของท่อรถนั้นก็ได้ทำการเปลี่ยนดีไซน์ใหม่เลย (ไม่เชยเหมือนโมเดลเดิมแล้ว) ดูมีความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกับท่อรถของตระกูลนินจานั่นเอง ต่อมาส่วนที่ได้รับการปรับปรุงก็คือถังน้ำมันที่มีความจุมากขึ้นกว่าเดิม ฝาถังน้ำมันเวลาเราเปิดก็ไม่ต้องถือติดมือมาแล้ว แต่มันจะมีขอเกี่ยวกับตัวถังให้เปิดฝาค้างไว้ได้แล้ว สุดท้ายก็คือเบาะนั่งที่มีการปรับปรุงกันใหม่ให้มีการแบ่งแยกชัดเจนมากขึ้นระหว่างผู้ขี่และผู้ซ้อน โดยมีพนักผิงตั้งฉาก 90 องศารองรับสะโพกของผู้ขับขี่อยู่ และเบาะของคนซ้อนก็เป็นเส้นตรงมากขึ้น ไม่ได้ลาดเอียงเหมือนกับโมเดลแรก
ไฟหน้าเป็นแบบ FULL LED และดีไซน์ใหม่ให้ดูเฉียบคมมากขึ้นกว่าเดิม
ดูกันชัดๆ กับท่อแบบใหม่
มาดูกันที่เรื่องของช่วงล่างกันต่อเลย ระบบเบรกของเจ้า new CBR500r นั้นยังคงใช้ระบบ ABS เหมือนเดิม โดยด้านหน้าก็ยังคงเป็นจานเบรกเดี่ยว แบบ Twin-piston caliper ด้านหลังเป็นจาดเบรกเดียวแบบคลื่นเช่นกัน ขนาด 240mm แต่เปลี่ยนรูปแบบจากจานกลมมาเป็นจานเบรกแบบคลื่นขนาด 320mm และสามารถปรับระดับของก้านเบรกได้ด้วย และสำหรับระบบกันสะเทือนนั้น ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกแบบสามารถปรับระยะพรีโหลด (การคืนตัว-ยุบตัว) ได้ และระบบกันสะเทือนด้านหลังจะเป็นแบบ Pro-Link โดยจะมีตำแหน่งให้สามารถปรับระยะพรีโหลดได้ถึง 9 ตำแหน่งด้วยกัน
ก้านเบรกที่สามารถปรับระดับได้
แน่นอนว่ารีวิวในการขับขี่จริงน่าจะออกมาให้เราได้อ่านกันเร็วๆ นี้ สำหรับสีที่จะวางจำหน่ายกันก็จะมีสามสีด้วยกันคือ แดง, ขาวมุก และ ดำเมทัลลิก โดยจะเริ่มต้นวางจำหน่ายในช่วงต้นปีหน้าด้วยกัน ในบ้านเราเองนั้นก็น่าจะตามกันมาติดๆ โดยจะมาแทนที่โมเดลเดิมในตระกูล 500 ที่วางขายกัน เพราะว่าบ้านเราเป็นหนึ่งในฐานผลิตหลักของตระกูลนี้อยู่แล้ว โดยมีการคาดหมายว่าราคาของตัวรถนั้นจะแพงมากขึ้นกว่าเดิมไปเล็กน้อย เพราะมีการปรับปรุงหลายๆ อย่างให้มีสเปคดีมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
ขอบคุณภาพจาก autoevolution.com
Credit : http://www.greatbiker.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-new-honda-cbr500r-2016-specs-detail/

รีวิว Yamaha FZ-09 (MT-09 ยุโรป) ที่สุดของ 3 สูบ Middle Weight

VDO รีวิว Yamaha FZ-09 (MT-09 ยุโรป) ที่สุดของ 3 สูบ Middle Weight จาก Dark Side of Japan

image: http://1.gravatar.com/avatar/bf862408e3e777f702597f6e725b6cd7?s=32&d=http%3A%2F%2F1.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D32&r=G
Ponds116 Posted: November 20th, 2014
Yamaha FZ-09  (MT-09 ยุโรป) รถ Bigbike ที่ผสมสองสไตล์ระหว่าง  Naked  และ Motard  ได้อย่างลงตัว   หลังจากเปิดตัวใน Theme The Dark Side of Japan  ซึ่งเข้ากับบุคลิกของสีเทาล้อน้ำเงิน  Metallic Dark Gray   คันนี้  ด้วยรูปลักษณ์ที่ดุดัน  และมีดีไซน์ที่ดูแปลกตา   จากการเป็นรถเปลือยไร้แฟริ่ง  ในขณะที่ทรงรถจะออกไปทาง Motard    เบาะเป็นแบบราบตอนเดียว   ทำให้ทางด้านท้ายดูเปิดโล่ง  และไฟท้ายแบบ LED โคมใส   ซึ่งดูเป็นกรอบลอยโดดออกมาจากช่วยท้ายรถ     ในขณะที่ท่อไอเสียเป็นแบบออกใต้ท้องตามสมัยนิยม

สำหรับคันนี้ทาง Yamaha Rider Club  ได้ทำการติดตั้งวินชิลด์หน้า  กันล้ม  กันสะบัด  กันแคร้ง  และการ์ดหม้อน้ำ    มาให้ด้วย
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide2
เมื่อหันมามองทางแผงประกับแฮนด์  ที่สวิทช์ไฟซ้ายได้ติดตั้งไฟ Pass มาให้ด้วย    ในขณะที่สวิทช์ด้านขวาเป็น Off-Run  ซึ่งไม่มีปุ่มกด  ใช้นิ้วเลื่อนดันสวิทช์ลงเพื่อติดเครื่องยนต์     และมีปุ่มปรับโหมดการขับขี่อย่างง่าย  ซึ่งสามารถเลือกเปลี่ยนได้ขณะขับขี่เพียงแค่ผ่อนคันเร่ง    นอกจากนั้นยังมีไฟฉุกเฉินติดตั้งให้ที่สวิทช์ไฟด้านขวานี้ด้วย
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide3
แผงเรือนไมล์  เป็นจอแสดงผลแบบ Digital  LCD  รอบเครื่องยนต์บอกเป็นสเกลในแนวนอนด้านบน   และความเร็วบ่งบอกเป็นตัวเลข    พร้อมบอกตำแหน่งเกียร์    สเกลน้ำมันแบ่งเป็น  4 ขีดย่อย    หากขับขี่แบบเดินคันเร่งสมูท  ไม่ใช้รอบเครื่องสูง  ไฟ Eco ก็จะติดขึ้นเพื่อเป็นการ Coaching ผู้ขับไปในตัว       สำหรับลูกเล่นอาจมีไม่มาก  มีเพียงการปรับเซ็ตทริป   และบอกอัตราสิ้นเปลืองเท่านั้น   โดยไม่มีบอกระยะทางที่วิ่งได้จากน้ำมันคงเหลือ
เมื่อต้องการจะเสียบกุญแจสตาร์ท   พบว่า ตำแหน่งช่องเสียบกุญแจในรถคันนี้ที่ติดตั้ง วินชิลด์  ทำให้ล้วงมือลงไปเสียบกุญแจได้ลำบากไปเสียหน่อย      และกุญแจเปิดเบาะที่ซ่อนอยู่ใต้ท้อง  ถ้าไม่ก้มดูก็จะไม่เห็นเช่นเดียวกัน  และอาจดูลำบากต่อการใช้งานที่ต้องก้มไปเสียหน่อย
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide16
มาถึงท่าทางในการนั่งขับขี่    ด้วยการที่ใช้ตัวถังเฟรมวัสดุอลูมีเนียม   จึงทำให้รถมีน้ำหนัก  Wet weight  เพียง  188 กก.   และความสูงเบาะเพียง   815 มม.  ทำให้สามารถนั่งควบคุมขับขี่ได้อย่างสะดวกบาย   ท่านั่งในการขับขี่ค่อนข้างดี   แขนไม่กางออกมากจนเกินไป    ลักษณะการวางขาที่เหยียดตรง  ไม่ต้องงอหัวเข่า  ทำให้ไม่ปวดเมื่อยขณะเดินทางไกล   แต่ด้วยแฮนด์แบบ T บาร์   ที่ดูกว้างและตำแหน่งแฮนด์ที่วางอยู่สูงในระดับกระจกรถยนต์   จึงอาจทำให้การซอกแซกการจราจรในเมือง  อาจทำได้ลำบากไปเสียหน่อย    ส่วนการบังคับเลี้ยวในวงแคบ  รวมถึงการกลับรถ  ควรใช้วิธีเอนลำตัวออกจากตัวรถ  Lean Out  เข้าช่วย  จึงจะทำให้ควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น        สำหรับด้านการควบคุมรถขณะขับขี่ทั่วไป  ต้องเรียกได้ว่าเป็นรถที่  Balance ดี  สามารถควบคุมได้โดยแคล่ว   ทั้งจากรูปทรงที่เพรียว  และน้ำหนักเบานั่นจึงทำให้มันดูควบคุมได้ง่าย
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide24
แต่มีจุดที่แอบรำคาญนิด คือ แคร้งเครื่องทางด้านขวา  ที่ดูจะชิดกับบริเวณขาขวามากไปหน่อย  ทำให้ในจังหวะที่ต้องการจะเบรกเท้าอาจมีเท้าไปเตะโดนได้บ้าง   โดยเฉพาะยิ่งใส่รองเท้าบู๊ทหนา     ในขณะที่ทางฝั่งซ้ายไม่เป็นอุปสรรคในการเตะคันเกียร์       และ การหาเกียร์ N ที่ดูจะยากไปนิดขณะจอด
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide59
เครื่องยนต์ สูบเรียง  Cross Plane  (CP3)  ความจุ 847cc  กำลัง   115 แรงม้า@10,000rpm      มีแรงบิด 87 Nm@8000rpm
ฟีลลิ่งการขับขี่นั้น ต้องบอกได้ว่า  เครื่องยนต์ 3 สูบ  จากฝั่งญี่ปุ่นนี้  จะมีลักษณะไปในทางของเครื่องยนต์ 4 สูบ   ก็คือออกตัวแบบนิ่มๆ ไม่กระชาก   เครื่องค่อนข้างสมูทไม่สั่น    ขณะที่เครื่องยนต์ 3 สูบจาก ฝั่งยุโรป  จะให้ฟีลลิ่งไปในแบบของรถ 2 สูบ เป็นส่วนใหญ่
และความร้อนของเครื่องบล๊อกนี้  ถือว่าไม่ร้อนมากจนเกินไป   ความร้อนมากกว่าพวกเครื่องยนต์  650  เล็กน้อย ถ้าขับแบบชิลๆ  ไม่ลากรอบเล่นมากเกินไป  ถือว่าประหยัดในระดับหนึ่ง
อัตราสิ้นเปลืองบนมาตรวัด  ได้ตัวเลข   5.4 ลิตร/100 กม.   สำหรับการวิ่งในเมือง     และ  4.3 ลิตร/100 กม.  สำหรับการวิ่งทางไกล  ด้วยความเร็วคงที่  ไม่เล่น หรือลากรอบมากนัก
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide23
ด้วยโหมดขับขี่ที่มีถึง   3  mode    Std,   A (Sport), B (Eco)     ซึ่งสามารถเลือกปรับได้ตามแต่สภาพการขับขี่
-   ในโหมด B  จะรู้สึกถึงคันเร่งที่หน่วงมืออยู่พอประมาณ  ทำให้การเปิดคันเร่งตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร    ซึ่งที่จริงแล้ว โหมดนี้อาจจะเหมาะในช่วงที่ฝนตก หรือพื้นถนนลื่น  เพื่อป้องกันการเปิดคันเร่งเยอะเกินไปจนทำให้เกิดล้อฟรี   ได้เนื่องจากรถไม่มีระบบ TCS
-   สำหรับโหมด std  ซึ่งเป็นโหมดที่น่าจะใช้ในการขับขี่ในตัวเมือง   หรือสภาวะปกติมากที่สุด    กำลังเครื่องและการตอบสนองของคันเร่ง Ride by Wire ในโหมดนี้  ถือว่าทำได้ดีเหมาะสม  คันเร่งค่อนข้างติดมือดีทีเดียว
-   แต่หากไม่หนำใจ ต้องกดมาที่ A (Sport) เพราะในโหมดนี้   คุณเปิดคันเร่งนิด  มันจะมาตามมือเรียก   ซึ่งอาจจะดูไม่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองสักเท่าไรต้องคอยระวังเปิดคันเร่งอย่างแผ่วเบา    แต่ถ้าขับเคลื่อนด้วยความเร็วแล้ว ยกคันเร่ง  และต้องการเปิดคันเร่งเพื่อเดินกำลังเครื่องต่อแล้ว ต้องเรียกได้ว่า   มันคือระเบิดมือดีๆ นี่เอง
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide10
ระบบกันสะเทือน  และ การบังคับรถ    คันนี้มีจุดเด่นอยู่ที่  โช้คอัพหลังซึ่งวางแบบนอน   โดยมีกระเดื่องยกโช้ค    จึงทำให้ระบบกันสะเทือนทางด้านหลัง  มีความยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้น    และการปรับเซ็ตแบบเดิมๆ จากโรงงาน  มันดูนิ่มนั่งได้สบาย   (แต่อาจนิ่มไปหน่อยในช่วงที่มีคนซ้อน)        สำหรับรถสไตล์นี้   ซึ่งมักพบกับปัญหาหน้าเบา, ไว   เมื่อขี่ที่ความเร็วสูงขึ้น  หรือการหักเลี้ยว   ทาง Yamaha Rider Club  จึงได้ติดตั้งกันสะบัดปรับความหนืด แบบมือบิดหมุน  ซึ่งใช้งานได้ง่ายมาให้    ช่วยให้การขับขี่ที่ความเร็วยังคงบาลานซ์ที่ดี  เสริมความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide63
ระบบเบรก   ด้านหน้าเป็นปั๊มเบรก  Hydraulic  จานดิสก์คู่ขนาด 298 มม.  คาลิปเปอร์ 4 สูบ จาก  Advice   ด้านหลังแบบ คาลิปเปอร์ 1 สูบจาก Nissin  โดยมีจานดิสก์ขนาด  245 มม.    เบรกจิกหนึบมือ  ให้น้ำหนักที่ดูแน่น   และด้วยการที่ไม่ติดตั้ง  ABS  จึงทำให้การตอบสนองของระยะเบรกทำได้ดีแม่นยำ   สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที     แต่ในขณะเดียวกันการเบรกหนักๆ   ยิ่งในช่วงหน้าฝน  ต้องระวังล้อล๊อก และลื่นไถลจนอาจเสียการควบคุมได้
2014-Yamaha-FZ-09-TestRide34
สรุป Yamaha FZ-09 Bigbike Middle Weight ระดับ 800cc ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคันหนึ่ง ด้วยสไตล์ Naked Motard ที่ไม่ว่าคนขี่สรีระ ไหนก็สามารถขี่ได้ แถมน่าจะถูกใจพวกชอบขับขี่แบบดิบๆ Torque หนักๆ
แต่เสียดายที่ไม่มีระบบเทคโนโลยีช่วยขับขี่ใดๆ เอาเป็นว่ามันเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับงบระดับ 4 แสนเศษ ถ้ามองความเป็นรถญี่ปุ่นนำเข้าทั้งคัน ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย
ชมภาพเพิ่มคลิ๊ก
ขอขอบคุณ Yamaha Rider Club  สำหรับรถ Yamaha FZ-09  คันนี้   ราคา 4.35 แสนบาท
ภณ เพียรทนงกิจ Test Driver

Read more at http://www.autospinn.com/2014/11/vdo-%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-yamaha-fz-09-mt-09-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87/#gimf5AUZ1BH0k5bt.99


Credit : http://www.autospinn.com/2014/11/vdo-%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7-yamaha-fz-09-mt-09-%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9B-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87/

รีวิว BMW S1000 RR

REVIEW : BMW S1000 RR บนทุกรูปแบบของการใช้งานจริง

โดย  /  / 9,094 views
cover
BMW S1000 RR กับการปรับปรุงใหม่ ไฉไล โฉบเฉี่ยว ฟรุ้งฟริ้งกับระบบมากมาย พร้อมพลังที่สนุกมากขึ้นไปอีกระดับนึง
ต้องเรียกว่าเป็น 1 ในรถสปอร์ต คันนึง ทีเป็นที่หมายปองของใครหลายๆคนเลยทีเดียว กับ BMW S1000 RR คันนี้ซึ่งได้รับการ ปรับแต่งใหม่ในปี 2015 และที่สำคัญ กับการปรับลดราคาลงมาพอสมควรเลยทีเดียว เมื่อกลายมาเป็น S1000 RR ในเวอร์ชั่น CKD (Complete Knock Down หรือนำเข้าชิ้นส่วนแล้วประกอบในไทย) แต่เดี๋ยวก่อน ใช่ว่าประกอบไทยแล้วสเปคจะถูกตัดหายไปนะครับ แต่กลับกัน เพิ่มเข้ามาแบบ เรียกว่า “จัดเต็ม” ครบครันกันเลยทีเดียว โดยสเปค CKD นี้จะต่างกับตัวนอก ดังนี้เลยครับ
  • เพิ่ม Heated Grips เข้ามา เพื่อความฟินอุ่นๆ ของอุ้งมือ ได้ใช้เหรอ? ได้ใช้แน่ครับ ยิ่งถ้าใครชอบที่จะเดินทางไปภาคเหนือหน้าหนาว ต้องฟินแน่นอนเลยทีเดียว
  • เพิ่ม Cruise Control เข้ามา เพื่อความสบายมากขึ้น
  • ตัดเบาะคนซ้อนออกไป ให้เป็นครอบท้ายมาแทนเลย
  • ตัดพักเท้าหลังออก
  • ปรับไฟเลี้ยวเป็น LED แบบตัว HP4 เห็นดวงเล็กๆแบบนี้ สว่างจ้าเลยทีเดียว

bmw-s1000rr-2015-87
ก่อนอื่นเลยต้อง ขอขอบคุณ BKK Motorcycle ที่ได้สนับสนุน BMW S1000 RR คันงามคันนี้ มาให้เราได้ทำการขับขี่ และนอกจากนั้นทาง 40 Garage สำหรับยางกึ่งสนาม ชุดการ์ดเครื่อง และชุดกันล้ม ที่ให้เราใช้ในการทดสอบในสนามด้วยนะครับ (แบบว่าเสียวมาก) รีวิวครั้งนี้ออกมาช้าไปพอสมควรเนื่องจากเราต้องการ รันอิน ให้เรียบร้อยก่อน เพื่อที่จะได้ใช้สมรรถนะออกมาแบบเต็มๆ จากรถคันนี้กัน และใช้ขับขี่กันในสภาพการใช้งานจริงๆ
แหม่ตัวเราก็เน้นขี่เดินทางท่องเที่ยวมาตลอด แต่ได้รถสปอร์ต BMW S1000 RR มาขี่แบบนี้ก็จัดไปสิครับ เอาให้ครบทุกการใช้งานไปเลย ให้รอบด้านในการขับขี่ กับ S1000 RR รถที่เกิดมาเพื่อความเร็ว … เดี๋ยวๆๆ … เราไปเร็วแบบปลอดภัยกันบนสนามนะครับ (หลังจากร้างราไปพอสมควรทีเดียว มารื้อฟื้นกันเบาๆ เบาๆนะ สักหน่อยหล่ะกัน)
เพื่อความกระชับของเนื้อหาขอแบ่งหัวข้อในการรีวิวตามนี้
  1. รูปลักษณ์ทั่วไป
  2. รายละเอียดทางเทคนิค – เสปคตัวรถที่น่าสนใจ
  3. รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่องโหมดการขับขี่กัน
  4. สัดส่วนคน และรถ
  5. การขับขี่ในสภาพถนนต่างๆ
  6. สนาม !
  7. ข้อดี/ข้อเสียต่างๆ
  8. อัตราสิ้นเปลือง
  9. น่าจะเหมาะกับ
  10. สรุป
การขับขี่โดยใช้ความเร็วสูง ท่าทางการเข้าโค้งจัดท่าต่างๆ กระทำในสนาม โดยผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์นะครับ
รูปลักษณ์ทั่วไป
S1000RRMTN
ปะกับไฟทางซ้าย
  • สวิทช์ไฟ pass โดยกดเข้าจะเป็น pass และผลักออกจะเป็นไฟสูงค้างนะครับ
  • สวิทช์ควบคุม Cruise Control ที่ใช้งานได้ง่ายดายมากๆ
  • สวิทช์ควบคุม ปิด / เปิด ABS และ DTC
  • ไฟ Hazard หรือที่เราเรียกว่าไฟผ่าหมาก
  • ปุ่มตั้งเวลา รีเซททริป เลือกการแสดงผล และเซทเวลาจับรอบการขับขี่ในสนาม
  • ปุ่มปรับระดับ DTC
  • สัญญาณไฟเลี้ยว
  • แตร
ปะกับไฟทางขวา
  • สวิทช์ปรับระดับ Heated Grips (100% กลมๆ 2 ก้อน และ 50% กลมๆ 1 ก้อน)
  • สวิทช์เลือกโหมดการขับขี่ (เดี๋ยวเรามาย่อยกัน)
  • ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์​ (และ โหมดออกตัวจากกริดสตาร์ท – Launch Control)
S1000RRMTN1
บนซ้าย กับครีบระบายความร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ที่มาของชื่อ “ฉลาม” ในบ้านเรา
ล่างซ้าย กันสะบัดจาก Sachs ครับ ใช้งานทั่วไปดีมากเลยทีเดียว แต่ในการขับขี่สนามอาจจะทำงานช้าและมีอาการหนืดแบบปรับไม่ทันไปนิดนึง
ขวา ไฟเลี้ยวสำหรับ S1000 RR CKD เป็น LED มาทั้งชุดเลยนะครับ ยกมาจาก HP4 เลย

รายละเอียดทางเทคนิค – เสปคตัวรถที่น่าสนใจ
20151011_091537
2015-10-13_17h13_11
นอกจากนั้นรายละเอียดทางเทคนิคของระบบไฟฟ้ายังมี
2015-10-13_17h13_36
รายละเอียดทางเทคนิค – มาย่อยเรื่องโหมดการขับขี่กัน
สำหรับ BMW S1000 RR จริงๆแล้วค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะพอสมควร แต่สิ่งนึงที่ลดความซับซ้อนในการปรับตั้งลงไปได้มาก มาก เลยทีเดียวคือ DDC หรือ Dynamic Damping Control และลดให้เหลือแค่ที่ต้องใช้สำหรับการขับขี่ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง หรือสนามซะมากกว่าครับ โดยพื้นฐานแล้วแต่ละโหมดที่เราเลือกใช้ เค้าก็จะปรับอิเล็กทรอนิกส์ ที่เหลือตามให้เราอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น ABS / DTC กระนั้นมาสรุปกันง่ายๆเลยดีกว่า
ย่อยลงในเรื่องของ DDC (Dynamic Damping Control ซักนิด) ที่จะทำการปรับตั้งตัวเองโดยอัตโนมัติโดยใช้เงื่อนไขจาก 3 ส่วนของ เซนเซอร์หลักๆ
  1. คันเร่ง – ความเร็ว และการเปิดคันเร่งในขณะนั้น เช่น ยิ่งเร็ว ยิ่งเปิดแรง DDC ก็จะปรับตั้งให้รู้สึก “แข็ง” ขึ้น
  2. มุมเอียงของรถ และการเปิดคันเร่งออกโค้ง DDC ก็จะทำการปรับ การตอบสนองของ ช่วงล่างให้เหมาะสมกับการออกโค้ง
  3. สภาพถนน โดยวัดจาก เซนเซอร์ที่โช็คเพื่อดูระยะการเคลื่อนที่ (travel) ของโช็ค เพื่อปรับตั้งให้เหมาะสมกับสภาพถนน เช่นทางลูกรัง ลูกระนาด คอสะพานเป็นต้น
โดยทุกโหมดสามารถเลือกปิด/เปิด การทำงานของ ABS / DTC ได้อีกนะครับ
2015-10-13_17h13_52

สัดส่วนคน และรถ
rider163
แหม่ สัดส่วนผมก็ไม่เปลี่ยนแปลงซะด้วยสิ กับความสูง 163 cm. และแบกน้ำหนักตัวขนาด 65 kg !! T-T แต่ในการขับขี่จริง สไลด์ก้นลงมาให้เต็มเท้าซักข้างนะครับสบายกว่า

rider170
สำหรับผู้ขับขี่ลับของเรามากับสัดส่วนความสูงที่ 170 cm และน้ำหนักตัว 80 kg กำลังพอดีสบายๆเลยครับ

การใช้งานในสภาพการจราจร และถนนในเมือง
DSC00176
ในการใช้งานทั่วไปจริง น่าจะมีส่วนน้อย ที่ซื้อหารถสปอร์ตมา เพื่อลงสนามเพียงอย่างเดียวล้วนๆ กระนั้นเลยมาๆ เราเอามาใช้กันแบบ ขี่กันในชีวิตประจำวันกันเลยดีกว่า กับ BMW S1000 RR คันนี้
สำหรับการเดินทางในเมืองบน S1000 RR ทำได้ค่อนข้างคล่องตัวพอสมควรเลยครับ มิติรถที่ไม่ใหญ่โต ท่านั่งในการขับขี่ค่อนข้างสบาย (สำหรับสปอร์ต) พริ้วไหวไปได้ตามการจราจรแบบสบายๆ แรงบิดที่ส่งมาตั้งแต่รอบต่ำ เปิด คันเร่งไปได้ตามจังหวะไหลๆ เรื่อยๆ แต่ช่วงการยกคันเร่ง อาจจะมีแรงฉุดน้อยไปซักนิดนึง สำหรับรถสปอร์ต แต่ก็ทำให้สามารถขับขี่ได้ค่อนข้างง่ายมากทีเดียว
อาจจะติดขัดกันได้บ้าง หากเจอรถติดหนักๆ ที่ต้องหักรถเลี้ยวไปมาแคบๆ คือ สปอร์ตวงเลี้ยวค่อนข้างกว้างเลยหล่ะครับ เผื่อระยะ เผื่อที่ทางไว้จอดหลบซักนิด ก็สบายๆแล้วหล่ะ
ประเด็นร้อน !!! ความร้อนแผ่พุ่ง !!! สำหรับการใช้งานปกติอุณหภูมิของเครื่องยนต์วิ่งอยู่ราวๆ 102-109 องศาเซลเซียส เรียกว่า “ร้อน” เอาเรื่องเลยทีเดียวครับ สำหรับรถสปอร์ต แฟริ่งที่มีแม้จะช่วยกรีดไอร้อนออกด้านข้างไปบ้าง แต่ก็ยังร้อนขึ้นมาจนถึงเฟรม และถังน้ำมันได้ทีเดียว ถ้าเจอรถติดๆ หาที่จอดหลบ ดับเครื่องสบายๆ เพื่อสุขภาพช่วงล่างกันเถอะครับ
โหมดที่แนะนำ Sport (ทางแห้ง) / Rain (ทางเปียก)

การเดินทางท่องเที่ยวทั่วไป
20151011_091537
อย่างที่จัดมาให้เต็มๆกับออฟชั่นเสริมใน BMW S1000 RR CKD ตัวนี้ สิ่งนั้นคือ Cruise Control นั่นเอง !
กับการใช้งานจริงเดินทางระยะกลางๆ ช่วยได้มากพอสมควรเลยครับ ด้วยท่านั่งของรถสปอร์ต บางครั้งเราอาจจะมีเมื่อยหลัง ใช้แขนดันตัวบ้าง อะไรบ้าง ซึ่งก็ช่วยยืดเส้นยืดสายได้ระดับนึง แต่ข้อมือขวาจะกดน้ำหนักลงพอสมควร ถึงจะนั่งให้ถูกท่าแล้วก็ตาม Cruise Control ที่มีมาใช้งานได้อย่างง่ายดาย เพียงกด ‘set’ .. เสร็จ.. แล้ว …ผู้ขับขี่พักข้อมือผ่อนคลายได้เรื่อยๆครับ ไม่ล้าเกินไป
การเดินทางด้วยความเร็วยืนพื้น 100-120 km/h ทำได้ค่อนข้างดี บนเกียร์ 6 ที่รอบประมาณ 4,500 rpm ซึ่งเป็นช่วงที่แรงบิดกำลังจะขึ้นมา ทำให้ออกจะรู้สึกอึดอัดเล็กๆ ไปบ้าง ถ้ายืนที่รอบราวๆ 7,000-8,000 rpm ที่เกียร์ 4 จะรู้สึกดี และตึงๆมือมากกว่า แต่ขับขี่ปลอดภัยประหยัดน้ำมันกันเถอะครับ มาเดินทางท่องเที่ยว ยืนพื้นไปเรื่อยๆ ก็สบายดี
กับการเดินทางที่เรามุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุทัยธานี ช่วงเย็นๆ พลบค่ำ อากาศค่อนข้างเย็นสบายเลยทีเดียว อ่ะมือเย็นเหรอ ไม่มีหวั่น heated grips ! … กับ ความอุ่นที่สัมผัสได้สองระดับ คือ 100% / 50% (สัญลักษณ์จะแสดงบนจอแสดงผล เป็นรูปกลมๆ 2 ก้อน และกลมๆ 1 ก้อน ตามลำดับ)
การเร่งแซงต่างๆ แหม่รถสปอร์ตระดับนี้ กับนิสัยของเครื่องยนต์ และแรงบิดที่ส่งออกมาอย่างมากมายทำให้ เร่งได้ดั่งใจนึก คือบิดเลย พุ่งปรี๊ด ถึงที่หมายทันที ความร้อนของรถที่เคยมีมากมายตอนขับขี่ในการจราจร แต่บนการเดินทางไม่รู้สึกอะไรครับ สบายๆ ไปเรื่อยๆ แฟริ่งด้านข้าง 2 ชิ้น ที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน ถูกออกแบบมาเพื่อหน้าที่ที่เฉพาะในการจัดการการรีดระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องยนต์ และรักษาเสถียรภาพของรถ จากการทดสอบด้วยอุโมงค์ลม ได้เป็นอย่างดี (ที่เราเรียกกันว่า ฉลาม ส่วนนึงก็มาจากลักษณะเด่นของครีบสองด้านนี่แหล่ะครับ)

20151011_092920
ไม่ได้ใส่เสื้อป้องกันเหมาะสม ^^’ เป็นการขับขี่ระยะสั้นๆนะครับ แค่วนออกมาจากที่พักชมวิวทิวทรรศน์ไปเรื่อยๆ
20151011_091926
สังเกตุตัวเลขตรงหน้าปัทม์นิดนึงนะครับ จะมีบอกด้วยว่ารถเราเอียงไปแล้วกี่องศา !!! (ในรูปเป็น 27 / 24 องศา) ชอบ!
ไว้คอยแทรคการขับขี่ในสนามของเราได้เลย (แต่นี่เรามาขี่ทางฝุ่นนี่หน่า ^^’)
หรือบังเอิ๊ญญญ บังเอิญญญ ไปเจอทางลูกรังหล่ะ หลายๆคนแทบจะคิดว่านี่มันฝันร้ายของรถสปอร์ตชัดๆ
ช้าก่อน ! บน S1000 RR คันนี้ มากับ DDC (Dynamic Damping Control) นี่ และปรับตั้งเองอัตโนมัติถึง 100 ครั้งใน 1 วินาที ทำให้ S1000 RR กลับกลายเป็นรถสปอร์ต ที่พร้อมจะลงลุยทางลูกรังได้ทันทีเลยเหมือนกันครับ ทำเอา เพื่อนๆที่ไปด้วยกันอึ้งกันไปเป็นแถว ว่าเฮ้ย S1000 RR ตาม GS ได้ยังไง !
… แต่ไม่ใช่ถึงขนาดไป ปีนหิน ลุยโคลน ลงน้ำนะครับ ใจเย็นๆ …
โหมดที่แนะนำ Sport / Race (สำหรับสภาพผิวถนนดีๆ)
ส่วนทางที่เราไม่ได้แพลนไว้เช่นทางลูกรัง Rain / Sport ผ่านได้สบายๆครับ

สนาม !
5560
เอาหล่ะทีนี้ กับการใช้งานของ BMW S1000 RR ดั่งที่เค้าถูกสร้างมาให้เป็น ก่อนอื่นเลยต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเองก็ไม่ใช่นักแข่ง ไม่ได้ขับขี่แข่งขันอะไรมากมาย … เดี๋ยวๆ เราเลยมีอดีตนักแข่งรับเชิญ มาช่วยขับขี่กันไปด้วยเลยครับ เรียกว่า สลับกันขี่ เอาให้น้ำมันเต็มถังหมดไปเลย รถไม่ต้องพัก ! (แต่คนอ่ะขอพักบ้างอะไรบ้างนะ)
จากน้ำหนักของรถที่ค่อนข้างเบา การวางบาล๊านซ์ของรถที่เอื้อให้สามารถพลิกรถได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้ BMW S1000 RR ในโหมด Sport เป็นรถที่ขี่ได้ง่าย ผสานกับอิเล็คทรอนิกส์ ที่เข้ามาช่วยหลายๆด้าน ทำให้ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ขับขี่พอสมควร (แบบว่าทำตาแบ๊ว หลิ่วตา ยิ้มหวานนน เชื้อเชิญให้มากระโดดขึ้นแล้วเล่นโค้งไปด้วยกัน) การพลิกรถเข้าโค้ง S ทำได้ง่าย เดินคันเร่งออกโค้งได้สบายๆ ทั้งที่รอบต่ำ กลาง และสูง คือช่วยให้ผู้ขับขี่สนุกกับการขับขี่ในสนามได้มากพอสมควรเลยทีเดียวครับ

5421-2
หรืออยากจะสนุกให้เต็มที่ จัดเลยครับกับโหมด Race แรงบิดที่ส่งออกมามากขึ้น พร้อมจะให้ผู้ขับขี่สนาม ที่มีประสบการณ์ สามารถทะยาน และพุ่งออกไปสนุกกับเค้าได้มากขึ้น โดยยังคงมีระบบต่างคอยอำนวยความสะดวก และช่วยเหลือได้ตลอดเวลา

5430-2
หรือถ้าทักษะดี จัดเต็ม! กับโหมด Slick เลยครับ (แต่ต้องปลดล็อคก่อน) แรงบิด แรงม้า กำลัง รอบเครื่องต่างๆ พร้อมจะกวาดพุ่งทะยานไปจนสุดเข็มไมล์ จากรถสปอร์ตที่เชื่องมือ จะกลายเป็นม้าพยศ ที่ดุดัน พร้อมจะทะยานออกจากโค้งได้ทันที บอกได้แค่ว่า สนุก … สนุก … และสนุกมาก กับแรงบิด ที่ส่งออกมาแบบเต็มๆในโหมดนี้
นอกจากนั้น จุดที่เข้ามาช่วยชูโรงเลยทีเดียวสำหรับ BMW S1000 RR คันนี้ก็คือ Shift Assistant Pro ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ “ไม่ต้องกำคลัช เพื่อลดเกียร์”คือลดเกียร์ได้ทันทีเลย แบบที่เราเห็นกันในการแข่งขัน MotoGP เนี่ยแหล่ะครับ …​ที่เราเห็นในสนาม มันลงมาอยู่ตรงฝ่าเท้าให้เราได้ใช้กันแล้ว !!!
อย่างที่เราเห็นในการแข่งขัน MotoGP ที่มีการบอกว่า อ่ะ รถคันนี้กำลังเข้าโค้งด้วยมุมเท่าไหร่แล้วน้า มาแล้วครับ กับ S1000 RR ซึ่งสามารถบอกองศาแบนโค้งสูงสุดที่ทำได้อีกด้วย !!! แทบจะบอกระดับทุกการวัดค่าต่างๆที่ต้องการในการใช้งานบนสนามทั้งหมดกันเลยทีเดียว
หรืออยากรู้เวลาหล่ะ จับเองได้เลยครับกับ การจับเวลารอบการขับขี่ (Lap Timer) ที่สามารถใช้งานได้สะดวกโดยการใช้ไฟ pass เป็นตัวจับเวลารอบการขับขี่ !!! (ขออนุญาตไม่โชว์เวลา กับองศาแบนโค้ง ละกันครับ เขิลลลล ^^’)
ลูกเล่นอีกนิดนึงที่ทำให้การปรับตั้งสำหรับการขับขี่ในสนามก็คือการปรับตั้งเป็นเกียร์แบบกลับ หรือ Reverse Shifting ได้ด้วยน็อตตัวเดียว !!! จากที่เคยงัดเกียร์ขึ้น จะกลายเป็นตบเกียร์ลงแทน (เพราะเวลาเราแบนรถลึกๆ จะงัดเท้าลงไปงัดเกียร์คงจะขูดพื้นพาลกลิ้งเป็นแน่แท้)
สำหรับ BMW S1000 RR เรียกว่าไม่ใช่รถสปอร์ตที่เพียงแค่สามารถขับขี่ได้ง่าย แต่ยังแฝงความสนุก ในการละเล่น และเพลินไปกับสนามได้ทันทีเลยเหมือนกัน

ข้อควรระวัง ! ในโหมด Slick เหมาะกับการขับขี่ในสนาม และควรเป็นยางที่พร้อมสำหรับสนามนะครับ จะเป็นยางกึ่งสนาม หรือยางสลิคเลยได้ก็ดี ในการทดสอบของเรา ได้เปลี่ยน และเลือกใช้ยางกึ่งสนามในการทดสอบในสนาม แทนยางติดรถเดิม

โหมดที่แนะนำ Race / Slick
ข้อดี / ข้อสังเกต
DSC00196
ข้อดี
  • เป็นรถสปอร์ตที่ขับขี่ง่าย คล่องตัว พลิกโค้งไปมาได้ดี
  • ของเล่นเยอะครบครัน โหมดเยอะ ใช้งานได้จริง ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ได้มาก
  • Shift Assistant Pro ในการขึ้นเกียร์ ทำงานได้เนียนมาก พัฒนาขึ้นมาจากตัวก่อนหน้ามากเลยทีเดียว ทำการเปลี่ยนเกียร์ได้นุ่มนวล เร็ว และให้แรงบิดที่ต่อเนื่องดีมาก .. งัดอย่างเดียว งัดไปเลย…
  • การลงเกียร์หล่ะ ทำงานได้ไว นุ่มเนียน และให้แรงฉุดที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องดีมาก แบบไม่ต้องใช้คลัชเข้าไปช่วย ไม่ต้องบลิปคันเร่งเข้าไปเสริมเลย .. ยก ตบ ไปต่อ ..
  • Race ABS ทำงานละเอียดมาก แทบไม่มีอาการดีดดิ้นที่เท้า และมือให้รู้สึกได้เลย
  • DDC (Dynamic Damping Control) ทำงานได้อย่างน่าประทับใจมาก ปรับตั้งอัตโนมัติตามสภาพถนนต่างๆได้ด้วยตัวเอง ผู้ขับขี่ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจาก ขี่ .. และขี่ออกไปเลยครับ
  • ท่านั่ง สัดส่วนของรถ ความสูงของเบาะ น้ำหนัก องค์ประกอบต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าขับขี่ได้ง่าย โดยไม่หนัก หรือ ลำบากมากเกินไป
  • … BMW …
ข้อสังเกต
  • สำหรับสรีระ 163 – 170 cm. ท่านั่งสำหรับช่วงบนค่อนข้างยืดยาว และปีกถังน้ำมันกว้างไปนิดนึง ทำให้การจัดท่าแบบ hang-on แขนจะติดๆขัดๆ กับถังน้ำมันเล็กน้อย แต่ถ้าคุ้นแล้วคงไม่รู้สึกอะไรครับ
  • เบรคหน้ามีระยะคลอน้อยเกินไป สำหรับใครที่ขับขี่แบบ trail braking (ไหลเบรคเข้าโค้ง) ต้องระวังตรงนี้พอสมควรนะครับ ระยะคลอที่น้อย ทำให้เราเกลี่ยน้ำหนักเบรคได้ไม่ค่อยละเอียดแบบปกติ และพอเบรคหน้าจับปุ๊ป โอวหน้าทิ่มปั๊ปเลยทีเดียว อาจจะพับได้ง่ายๆเลยทีเดียว แต่ถ้าขับขี่แบบเบรคแต่งตัวเข้าโค้งปกติก็สบายๆครับ
  • ร้อน! ความร้อนจากรถค่อนไปทางสูงกว่ารถสปอร์ตทั่วไปนิดหน่อย แต่ถ้าใส่ชุดขับขี่สนาม หรือเดินทาง ไม่รู้สึกอะไรครับ
  • กันสะบัดเดิมๆ ใช้งานสำหรับเดินทางบนถนน ทั่วไปได้ดี แต่สำหรับสนามจะออกอาการหนืดๆ และยังทำงานตามไม่ทันการขับขี่ในสนามบ้าง
อัตราสิ้นเปลือง
5190
2015-10-13_17h26_46
กับระยะทางรวมๆที่จับไว้กับการใช้งานทั่วไป ประมาณ 594.6 km (ยกเว้นสนามนะครับ) ใช้น้ำมันไปทั้งสิ้น 35.91 ลิตร ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 16.55 km/litre
ส่วนการขับขี่ในสนามทำได้ที่ประมาณ 12 km/litre ก็ไม่เลวครับสำหรับการใช้งานที่รอบสูง เร่งตลอดเวลา

น่าจะเหมาะกับ / ไม่เหมาะกับ
5276-2
น่าจะเหมาะกับ
  • ผู้ที่เขยิบมาจากรุ่นกลาง 600 – 800 cc. และตั้งมั่นกับ sport
  • ผู้ที่ชอบการขับขี่แบบสนาม แต่ยังคงใช้งานในชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างดี และมีลูกเล่นอำนวยความสะดวกในการขับขี่ให้มากที่สุดรุ่นนึงเลยทีเดียว
ไม่เหมาะกับ
  • เช่นเคยครับ “มือใหม่” อย่าเพิ่งเลยครับ ถึง S1000 RR เป็นรถสปอร์ตที่ขับขี่ได้ง่าย แต่ทั้งนี้ต้องมาพร้อมการฝึกฝนอย่างเป็นขั้นตอน ถ้าจะมาเริ่มกับคันนี้เลย อันตรายครับ
สรุปรวมๆ
20151011_132545
การขับขี่บน BMW S1000 RR คันนี้ ระบบต่างๆที่เสริมเติมแต่งเข้ามา นับว่าเป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกขึ้นนึงเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับโฉมก่อนหน้า การทำงานของ Shift Assistance Pro นุ่มเนียน ทั้งการงัดเกียร์ขึ้น และสับเกียร์ลง ทำให้เปลี่ยนได้ไว และการส่งต่อของกำลังไม่มีอาการสะดุด ให้รู้สึกได้เลย (แทบจะเป็นรถออโต้เลยทีเดียวครับ)
โหมดการขับขี่ต่างๆที่ให้มา เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป ทั้งบนถนน และในสนาม ABS / DTC ทำงานได้ดีมาก ยอมรับความผิดพลาดของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นไม่ว่าจะการขับขี่ในลักษณะ สภาพแบบไหนก็ตาม DDC ที่ทำงานอย่างละเอียด ว่องไว คือทำการปรับอัตโนมัติได้ 100 ครั้งใน 1 วินาทีพร้อมสำหรับทุกสภาพการขับขี่ และทุกเวลาได้เลย ไม่ว่าจะการใช้งานในแบบไหน การขับขี่ในเมือง การออกเดินทาง หรือเจอะเจอกับเส้นทางหลุมบ่อ ทางลูกรังแย่ๆ S1000 RR พร้อมจะปรับตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง และช่วยให้ผู้ขับขี่ผ่านเส้นทางนั้นได้ทั้งสบาย และสนุกไปพร้อมๆกัน
ความร้อนที่แผ่ออกมาของรถค่อนข้างร้อนพอสมควรถ้าจอดติดไฟแดง กลางแดดจ้าๆ ท่ามกลางจราจร นี่ร้อนเลยครับมาถึงเฟรม ถึงถังน้ำมันเลยทีเดียว แต่ถ้าขับขี่ออกตัวไปแล้ว สบายๆ ไม่รู้สึกอะไรครับ เรียกว่าถ้ารถติดๆนี่ จอดหลบดับเครื่องสบายๆกันเลยดีกว่า
แหม่ .. ขี่ S1000 RR เสร็จ อารมณ์คันๆ กับรถสปอร์ตสมัยก่อน ก็วนกลับมาอีกแล้วสินะ !!!! ฮึ้มมมม …

BKK Logo final
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง BKK Motorcycle ที่ได้สนับสนุน BMW S1000 RR รถสปอร์ตคันนึงที่ได้ชื่อว่าเป็นที่สุดคันนึงในคลาสนี้ กับการใช้งานที่ครบถ้วนทั้งบนถนน การเดินทาง และการขับขี่ในสนาม
BMW Motorrad Authorized Dealer.
89 Industrial Ring Road Chongnonsi , Yannawa, Bangkok, Thailand 10120
Tel +66(02) 683-0585-86
http://facebook.com/bkkmotorcycle
10550932_315231421970674_8310229622189082563_n
นอกจากนั้นยังขอบคุณทาง 40 Garage ที่อนุเคราะห์ยางใหม่ๆ ให้เราได้เปลี่ยนใช้ พร้อมชุดกันล้ม ก่อนลงขับขี่ในสนามไปด้วย ขอบคุณนะครับ
https://www.facebook.com/40garage
13:00-21:00 mon-sat
Tel 089-667-3346
Credit : https://www.motonaked.com/reviews/20151014/review-bmw-s1000-rr/